ปกป้องผลงานของคุณด้วยการจดทรัพย์สินทางปัญญา

หากมีบุคคลที่พึงพอใจและต้องการใช้ผลงานของเรา เจ้าของผลงานก็ควรที่จะได้รับค่าตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้นการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นการป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นเคลมหรือเอาผลงานเราไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าเอาไปใช้จะมีผลทางกฎหมายและต้องไกล่เกลี่ยค่าเสียหายกัน

แนวคิดจดเพื่อป้องกันสินค้าของบริษัทในเชิงรับ

ปกติเวลาที่บริษัทออกไปหาวิธีครองสัดส่วนตลาดจะเป็นในลักษณะเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้า การทำการตลาดผ่านช่องทางต่าง ๆ การโฆษณาทางวิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ การทำ Branding ล้วนเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ในการบุกตลาด

ในขณะที่เราใช้วิธีการเชิงรุกไปหารายได้เพิ่มอยู่นั้น เราก็ควรแบ่งงบประมาณบางส่วนออกมาสร้างป้อมปราการของเราด้วย ด้วยการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาไม่ว่าจะเป็น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ หรือเครื่องหมายการค้า ฯลฯ เพื่อป้องกันเวลาที่บุคคลอื่นเห็นสินค้าของเราแล้วชอบจึงนำไปผลิตและขายเองโดยที่ไม่ได้รับการอนุญาตก่อน การจดทะเบียนไว้แล้วก็จะเริ่มเข้ามามีบทบาทในส่วนนี้ ทำให้เรามีหลักฐานที่มีน้ำหนักมากเพียงพอที่จะสามารเรียกร้องค่าเสียหายแบบที่เราควรจะได้รับเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้

ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่เรื่องไกลตัว ข้าวของเครื่องใช้ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันล้วนได้รับการจดสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้าทั้งสิ้น หากดูจากสถิติจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ในประเทศไทยปีหนึ่ง ๆ มีคนขอจดทะเบียนหลักหมื่นเครื่องหมายเลยทีเดียว ดังนั้นบุคคลหรือบริษัทที่มีความเข้าใจในเรื่องนี้จะมองว่าการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนเพื่อสินทรัพย์ของบริษัทเพราะราคาหลักหมื่นสามารถป้องกันสินค้าราคาหลักล้านของบริษัทหรือแบรนด์ได้

สิทธิบัตร (Patent)

ของใหม่ที่ดีกว่าเดิม

เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรกที่ประดิษฐ์ของชิ้นนั้นเพื่อมาจดสิทธิบัตร แต่ต้องเป็นคนที่พัฒนาให้มันทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิม ช่วยให้ชีวิตของผู้ใช้งานหรือผู้บริโภคนั้นทำงานง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันกระบวนการที่เราสร้างสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนั้นก็ต้องไม่ง่ายจนเกินไป หรือในระดับคนมีความรู้เดียวกันในสายอาชีพนั้นใคร ๆ ก็สามารถทำได้

ข้อดีของสิทธิบัตรหรือเราเป็นเจ้าของสิทธิขาดในระยะเวลา 20 ปี (ถ้าอนุสิทธิบัตรคุ้มครองรวม 10 ปี และสิทธิบัตรการออกแบบคุ้มครอง 10 ปี) ระหว่างที่ได้รับความคุ้มครอง เราจะทำอะไรกับสิทธิบัตรนั้นก็ได้เพื่อให้คืนทุนคุ้มค่ากับที่จดทะเบียนไป เช่น ถ้าเราจดสูตรยาแผน A สำเร็จ เราจะเป็นเจ้าเดียวที่สามารถผลิตหรือจำหน่ายยาแผน A ภายใต้แบรนด์ A1, A2, A3…ได้ เพราะเราได้รับสิทธิที่จะผลิตสินค้าหรือจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว หากบุคคลอื่นสนใจในผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก็ต้องมีการทำข้อตกลงหรือสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนก่อน

ข้อเสียข้อแรกคือเราต้องแจ้งวิธีการผลิตของชิ้นนั้นแบบหมดเปลือก เพื่อให้สาธารณะรับรู้ร่วมกันว่าวิธีการนี้บริษัทเราเคลมเป็นเจ้าของแล้ว หากทำซ้ำและเอาไปจำหน่ายจะมีผลทางกฎหมาย ส่วนข้อเสียอีกข้อหนึ่งคือหลังจากที่ครบอายุการคุ้มครอง 20 ปี สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้จะตกเป็นของสาธารณะ (Public Domain) คือทุกคนสามารถใช้ สร้าง ดัดแปลงและจำหน่ายได้เช่นกัน ดังนั้นเป็นหน้าที่ของแบรนด์ที่จะต้องทำให้ลูกค้าติดใจ มั่นใจในคุณภาพ และไว้วางใจที่จะใช้สินค้าของเราต่อ ต่อให้เวลาผ่านไป 20 ปีและมีตัวเลือกอื่นในตลาดเกิดขึ้นเพื่อเป็นตัวเปรียบเทียบให้ผู้บริโภคเลือกซื้อหรือเลือกใช้บริการก็ตาม

สืบค้นตัวอย่างของสิทธิบัตรคลิกที่นี่

เครื่องหมายการค้า (Trademark)

สิ่งที่ทำให้เห็นแล้วนึกถึงแบรนด์ 

เวลาพูดถึงเครื่องหมายการค้าคนมักจะนึกถึงโลโก้ (Logo) แต่จริง ๆ แล้วเครื่องหมายการค้านั้นครอบคลุมกว้างกว่านั้นมากคืออะไรก็ได้ที่ทำให้คนนึกถึงแบรนด์เราได้ แทบจะนำมาจดเครื่องหมายการค้าได้ทั้งหมด แต่สัญลักษณ์นั้นก็ต้องมีลักษณะเฉพาะตัวพอสมควร คือ ต่อให้เอากระดาษมาปิดชื่อแบรนด์เอาไว้ ก็ยังสามารถเห็นแล้วรู้เลยว่าของยี่ห้อนี้ชัวร์ นอกจาก Logo สิ่งที่สามารถจดเครื่องหมายการค้าก็มี เสียง ภาพสามมิติ ตัวบรรจุภัณฑ์ และสีก็สามารถนำมาจดเครื่องหมายการค้าได้

เครื่องหมายการค้านั้นมีอายุ 10 ปี ดังนั้นก่อนที่ความคุ้มครองจะหมดอายุลงเราจะต้องทำการต่ออายุ แต่ความคุ้มครองใหม่จะคุ้มครองต่อเนื่องไปอีกทีละ 10 ปี ลองจินตนาการดูว่าสำหรับบริษัทที่บริหารมาจนถึงรุ่นสอง รุ่นสาม ถ้าทำการต่ออายุเครื่องหมายการค้าอย่างต่อเนื่อง ความเป็นเจ้าของนี้ก็จะอยู่กับบริษัทตลอดอายุขัยเป็นร้อยปีก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

มีกรณีที่เครื่องหมายการค้าจะหลุดหรือสิ้นสภาพเช่นกัน เช่นกรณีบริษัทปิดตัวลงหรือเสร็จการชำระบัญชีแล้ว เครื่องหมายการค้านี้จะก็ทยอยหมดอายุกันไปตามสถานะบริษัท

ลิขสิทธิ์ (Copyright)

สิ่งที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมากับมือ

เวลาพูดถึงลิขสิทธิ์คนจะนึกถึงนิยาย วรรณกรรม ละคร เพลง หนังสือ ซึ่งทั้งหมดก็คือสิ่งที่ตัวบุคคลหรือบริษัทนั้นเป็นคนสร้างสรรค์ขึ้นมากับมือและบันทึกลงไปในสื่อกลาง (Medium) แปลว่าลิขสิทธิ์นั้นรวมถึงทุกสิ่งที่เราทำและบันทึกด้วย เช่น โพสต์ที่เราพิมพ์แชร์ไปบนโซเชียลมิเดีย ทวิตเตอร์ที่เราทวีต ไลน์ที่เราพิมพ์กับเพื่อน เสียงที่เราประชุม Conference Call หรือ Podcast ที่เราอัดเสียงไว้ แม้แต่ข้อความใน Email ที่เราส่งหาลูกค้าก็ถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งสิ้น

ลิขสิทธิ์นั้นคุ้มครองยาวนานคือตลอดอายุผู้สร้างสรรค์งานและหลังจากที่ผู้สร้างสรรค์งานเสียชีวิตไปอีก 50 ปี แต่เจ้าของลิขสิทธิ์กับผู้สร้างสรรค์ผลงานนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคนเดียวกัน เช่น นาย A ขายภาพวาดให้นาย B ผู้สร้างสรรค์ผลงานจะยังเป็นนาย A แต่เจ้าลิขสิทธิ์คนปัจจุบันนั้นเป็นนาย B แล้ว นาย B จะทำอะไรกับภาพชิ้นนั้นก็ได้เช่น ขายต่อ แต่นาย B ไม่สามารถเอาภาพของนาย A ไปสกรีนลงเสื้อแล้วจำหน่ายโดยที่ไม่ขออนุญาตนาย A  ได้เพราะนาย B ซื้อมาแค่กรรมสิทธิ์ของภาพชิ้นนั้นๆ แต่ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์ในงานภาพเขียนมาจากนาย A ด้วย

ถามว่า “เราเป็นเจ้าของตลอดไปไม่ได้หรอ?”

ตรงนี้เป็นส่วนที่กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามามีบทบาทเพื่อปรับสมดุลในหลาย ๆ เรื่อง กฎหมายนั้นมีเหตุผลที่ทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละตัวอายุการคุ้มครองไม่เท่ากัน อย่างสิทธิบัตรคุ้มครอง 20 ปี เครื่องการค้าคุ้มครอง 10 ปีแต่สามารถต่ออายุได้ และลิขสิทธิ์นั้นคุ้มครองตลอดอายุผู้สร้างสรรค์งานและหลังจากที่ผู้สร้างสรรค์งานเสียชีวิตไปอีก 50 ปี

อย่างแรกคือให้คนผลิตจะได้มีกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานเพราะได้รับความคุ้มครองและสามารถสร้างรายได้จากผลงานของตน ในแบบที่สามารถควบคุมกระบวนการทำงานและราคาได้

สอง เกิดนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ให้กับโลกของเราอยู่ตลอดเวลา เพราะสิทธิบัตรมีอายุคุ้มครองจำกัด ภายใน 10-20 ปีข้างหน้าเราคงได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ที่ต่อยอดมาจากของเดิมและทำให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้น

สาม ป้องกันการเกิดการผูกขาดตลาด เมื่อหมดระยะเวลาคุ้มครอง ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญานั้น ๆ ก็จะตกเป็นความรู้สู่สาธารณะที่ผู้ใดก็สามารถสร้าง ดัดแปลงใช้สอยได้ หรือพัฒนาต่อยอดได้ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกซื้อสินค้า

ไม่มีเวลาแก้ไขเอง ต้องการหาคนช่วย ไม่รู้ว่าแก้ไปแล้วจะถูกต้องไหม?

หากคุณไม่มีเวลาที่จะทำการยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา หรือต้องการผู้ช่วยในการร่างหนังสือถึงกองข้อมูลธุรกิจให้ถูกต้อง

บริการที่เกี่ยวข้องกับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาคลิกที่นี่

ติดต่อสอบถามข้อมูลทางระบบ CHAT ของเราทางมุมขวาได้เลย!

สนใจบริการของเรา? 

ติดต่อพูดคุยกับทีมงานได้ทางปุ่มแชทด้านขวามือ
หรือ ส่งอีเมลมาได้ที่ info@thaitaxlaw.com